วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

เทรดหุ้นจำลองดีจริงหรือ?


วันนี้ว่างๆ ผมก็เลยท่องเน็ตไปเรื่อยและได้เจอกับบทความนึงที่ทำให้ผมถึงกับสะดุด เพราะตอนนี้ผมก็เทรด Fx บัญชีจำลองอยู่

 เลยลองอ่านดูและคิดว่าน่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆลองพิจารณาดูครับ

จากมุมมองของ Mark Minervini ที่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเทรดจำลองว่า ตัวเขาเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและไม่ชอบการเทรด

จำลอง (หรือ Paper Trade อะไรก็แล้วแต่) แม้ว่าการเทรดจำลองเพื่อการฝึกฝนก่อนใช้เงินจริงอาจจะฟังดูสมเหตุสมผลก็ตาม

เขาเปรียบกับการฝึกฝนเพื่อที่จะเป็นนักมวยมืออาชีพจากการฝึกชกลมเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ "คุณไม่มีทางรู้ว่าคุณจะโดนหมัด

แบบไหนบ้าง หากคุณไม่เคยขึ้นชกพร้อมกับคู่ต่อสู้บนเวทีจริง

การเทรดหุ้นจำลองก็เปรียบเสมือนกับการเป็นนักมวยที่ "ชกแต่ลม" หากคุณไม่ขึ้นสังเวียน ไม่เข้าไปเทรดด้วยเงินจริงในตลาด

คุณก็จะไม่รู้สึกถึงหมัดจริง ไม่รู้สึกถึงความกดดันจากเงินจริงๆของคุณในตลาด แม้ว่าการเทรดจำลองอาจจะช่วยให้คุณเรียนรู้การ

เทรดของตัวเองได้บ้าง แต่มันอาจก่อให้เกิดความเชื่อหรือสัญชาตญาณการลงทุนแบบผิดๆ การตัดสินใจแบบผิดๆ เพราะเมื่อ

เป็นการเทรดจำลอง คุณย่อมตัดสินใจได้ง่ายดายกว่าเงินจริงอย่างแน่นอน และไม่มีหลักประกันอะไรมารองรับว่า คุณจะตัดสินใจ

ในการเทรดจริงเหมือนกับที่คุณตัดสินใจในการเทรดจำลอง ดังนั้นถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่อยู่ในช่วงฝึกหัด คุณควรเริ่มด้วยเงิน

จริงให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยให้เริ่มที่เงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถสูญเสียมันได้โดยไม่มีผลกระทบกับชีวิตของคุณ แต่ก็

ต้องเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะทำให้คุณรู้สึก "เจ็บปวด"เมื่อคุณต้องสูญเสียเงินจำนวนนั้นไปจากความผิดพลาด

จงทำตัวให้คุ้นชินกับการเทรดของจริง เพราะสิ่งที่คุณต้องการคือเงินจริงๆเช่นกัน (เออว่ะ)

ที่มา อินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการลงทุน 3 แบบ เพื่อความสำเร็จ

บทความนี้แนะนำการลงทุนอย่างง่าย 3 แบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอะไรมากนัก เพียงแต่มีวินัยในการลงทุนก็สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจแล้ว

แบบที่ 1 Dollar Cost Average (DCA)
วิธีแรกคือ Dollar Cost Average ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นงวดๆ โดยผู้ลงทุนจะต้องแบ่งเงินลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆกัน และนำไปลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นงวดๆ เช่นทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือนขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ลงทุน โดยจะไม่สนใจว่าราคาหุ้น ณ ขณะนั้นเป็นเท่าไร

การลงทุนแบบนี้ช่วยจำกัดการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยที่มักเป็นไปตามอารมณ์ (ความโลภและความกลัว) เช่น อยากซื้อหุ้นตามกระแสในเวลาที่หุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง และทำในสิ่งตรงกันข้ามคือขายทิ้งและหนีออกจากตลาดในช่วงที่ทุกคนตื่นกลัวเมื่อดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์จากการซื้อขายตามอารมณ์คือการ "ซื้อแพงขายถูก" แต่วิธีนี้จะเสมือนเป็นการสร้างวินัยให้เข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีผลพลอยได้คือการลดความเสี่ยงที่มีอยู่กับหุ้นไปในตัว ในยามที่ตลาดดีราคาหุ้นแพง ผู้ลงทุนจะซื้อหุ้นได้น้อย แต่ในยามที่ตลาดไม่ดี ราคาหุ้นถูก ผู้ลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้ในปริมาณที่มากขึ้นด้วยเงินจำนวนเดียวกัน เป็นการ ถัวเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน ให้ลดลง โดยจำนวนหน่วยลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นทุกงวด

แบบที่ 2 Value Average (VA)

วิธีที่สองคือ Value Average เป็นกลยุทธ์ที่คิดค้นโดย ดร. ไมเคิล เอเดลสัน (Michael E. Edleson) จากบริษัทมอร์แกนสแตนเลย์ แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากวิธีการลงทุนแบบ DCA ซึ่งเน้นการซื้อขายหน่วยลงทุนหรือหุ้น ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ แต่ต่างกันตรงที่ VA จะควบคุมให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ DCA เน้น "ต้นทาง" คือเงินลงทุนที่ผู้ลงทุนต้องใส่ไป ส่วน VA เน้น "ปลายทาง" คือมูลค่าพอร์ตการลงทุน

วิธี VA นี้ก็ไม่ยากอะไรเลย ก่อนอื่นนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายว่า มูลค่าพอร์ตจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าๆกันในแต่ละงวดการลงทุนเป็นเท่าใด เช่น งวดแรกตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 บาท งวดถัดไปตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มเป็น 20,000 บาท งวดต่อไปเป็น 30,000 บาท กล่าวคือทวีคูณของ 10,000 ไปเรื่อยๆ และด้วยเหตุที่ว่าราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลงตลอดเวลา ดังนั้น ภายใต้วิธีนี้ เงินที่เราเพิ่มเข้าไปในพอร์ตจะแตกต่างกันไปในแต่ละงวด

สมมติว่าในงวดแรก ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท เราใช้เงินลงทุน 10 000 บาท ก็จะได้มา
1 000 หน่วย จากนั้นพอมาถึงในงวดที่สอง ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนลดลงเป็น 8 บาท มูลค่าของพอร์ตจะลดลงมาเหลือ 8 000 บาท (ราคา 8*จำนวนหน่วย 1 000 = มูลค่าพอร์ต 8 000) ดังนั้นเราต้องลงทุนในงวดที่สองอีก 12 000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตเพิ่มเป็น 20 000 ตามที่ตั้งเป้าไว้ ผลก็คือ เราจะได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนเพิ่มมา 1 500 หน่วย ที่ต้นทุน 8 บาท

พอถึงงวดที่สาม มูลค่าพอร์ตที่ตั้งเป้าไว้ต้องเป็น 30 000 บาท ปรากฎว่าราคาพุ่งขึ้นไปถึง 12.50 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 31 250 บาท (ราคา 12.50* จำนวนหน่วย 2 500 = 31 250) งวดนี้นอกจากไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว เรายังต้องขายออก 1 250 บาทเพื่อให้ได้มูลค่าของพอร์ตเป็นไปตามที่ตั้งไว้ด้วย

ถ้ามองตามทฤษฎี เป็นการใช้เงินมากขึ้นเพื่อที่ไปลงทุนในภาวะที่ตลาดเอื้ออำนวยคือสินทรัพย์ราคาถูกลง และในกรณีที่ตลาดปรับตัวขึ้น สินทรัพย์แพงขึ้นก็ไม่ต้องไปลงทุนตามกระแสมากแค่นั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ VA จะมีทั้งการซื้อเพิ่มและขายออกในบางงวด จำนวนหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ได้มาในแต่ละงวดจึงเพิ่มและลดตามภาวะตลาด จากตัวอย่างที่แสดงไว้ข้างต้นนั้น ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า เวลาตลาดขึ้น วิธี VA จะบังคับให้เรารับรู้กำไรอัตโนมัติ ขณะที่ระยะยาวแล้วมูลค่าพอร์ตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่แรกด้วย

แบบที่ 3 Portfolio Rebalance

วิธีนี้เป็นหลักการปรับพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเงินก้อนอยู่แล้วและต้องการจัดการการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว วิธีนี้ต่างจากสองแบบแรก คือไม่ได้เป็นการใส่เงินเพิ่มทุกงวดหรือตั้งเป้าให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตโตขึ้นตามระยะเวลา แต่จะกำหนดมูลค่าพอร์ตที่เราต้องการ "คงไว้" ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และทำการซื้อเข้าขายออกเมื่อมูลค่าตลาดของพอร์ตการลงทุนลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากจุดที่เราต้องการ เรียกว่าเป็นการ "ปรับสมดุล" ทั้งนี้ในทางปฏิบัติจะกำหนดขอบเขตไว้ว่ามูลค่าการลงทุนจะเบี่ยงเบนไปจากที่เรากำหนดได้เท่าใด เช่น 5% 10% หรือ 20% ของมูลค่าที่เราเริ่มลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการปรับสมดุลทุกครั้งที่มูลค่าพอร์ตเปลี่ยนแปลง
สมมติว่าเรามีเงินลงทุนในหุ้นจำนวน 10 000 บาท และกำหนดเป้าหมายว่าจะปรับพอร์ตเมื่อมูลค่าตลาดเปลี่ยนแปลงไป 20% ซึ่งหมายความว่า
1. ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12 000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2 000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10 000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้
2. ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตลดลง 20% เป็น 8 000 บาท ให้นำเงินสด 2 000 บาทมาซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น
10 000 บาท
ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อไหร่ที่มีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีแหล่งเงินเก็บอื่นที่พร้อมจะนำมาลงทุนเพิ่มแล้ว ก็ให้กำหนดเงินลงทุนตั้งต้นใหม่หรือปรับเป้าหมายเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวหรือลงทุนในกองทุนรวมก็ได้
วิธีการนี้เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น เราก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง โดยรวมแล้วทำให้เราได้ซื้อเมื่อหุ้นตกและขายเมื่อหุ้นขึ้น หรือที่เรียกว่า "ซื้อถูกขายแพง" นั่นเอง การใช้กลยุทธ์นี้มีเงื่อนไขคือ เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 40-60% ของมูลค่าเงินลงทุน

มาถึงจุดนี้เราจะมาทดสอบว่าวิธีการไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการนำข้อมูลดัชนี set 50 ในช่วงปี 2548-2553 โดยเทียบกันระหว่างการลงทุนต่างๆดังนี้

1. Lump Sum Investment (LS) ลงทุนต้นปี ปีละ 120 000 บาท

2. Dollar Cost Average (DCA) ลงทุนทุกเดือนๆละ 10 000 บาท

3. Value Average (VA) คุมให้มูลค่าพอร์ตแต่ละเดือนโตเท่าๆกันเดือนละ 10 000 บาท

4. Rebalance ลงทุนต้นปี ปีละ 120 000 บาทและปรับพอร์ตระหว่างปี สมมติใช้เกณฑ์ +/- 20%

ผลการทดลองเป็นดังนี้



















ช่วงตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน เช่นปี 2550, 2552, 2553 วิธี Lump Sum จะให้ผลตอบแทนมากกว่าวิธีอื่น ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นเพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีและไม่ได้ปรับพอร์ตอะไร ต่างจาก DCA และ VA ที่ทยอยเข้าไม่ได้ลงทุนเป็นก้อนมาตั้งแต่เริ่ม และต่างจาก Rebalance ที่มีการขายทำกำไรบางครั้ง

ในปีที่ตลาดหุ้นตก วิธี DCA และ VA จะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า เพราะเป็นการทยอยลงทุน ขณะที่วิธี Rebalance ให้ผลขาดทุนใกล้เคียงกับ Lump Sum เพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Rebalance จะปรับซื้อเข้าขายออกเป็นบางช่วง ช่วยลดผลกระทบลงบ้าง

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนแบบ VA จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า DCA กล่าวคือในปีที่หุ้นขึ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าและในปีที่หุ้นตกจะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า

โดยสรุป สำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินด้วยการลงทุนในหุ้นแล้ว วิธีแบบ DCA และ VA จะเป็นวิธีที่ไม่หวือหวามากนัก ช่วยให้เงินลงทุนปลอดภัยในระยะยาว ลองเลือกดูนะครับว่าวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเรา

ที่มา: อินเตอร์เนต

ไม่รู้ทำไมผมถึงชอบคุณ ^^


ตั้งแต่ที่ผมได้รู้จักคุณครั้งแรก ครั้งนั้นผมแค่ได้ยินชื่อของคุณเท่านั้น แต่ว่าเรานั้นยังเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ เราไม่ได้ทำความรู้จัก

กันอย่างจริงๆจังๆ ผมได้แต่คอยชำเลืองมองคุณบ้างเป็นครั้งคราว จนวันนี้ที่ผมได้มาเจอคุณอีกครั้งหลังจากผ่านไปสองสามปี ผม

มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคุณมากขึ้น ผมต้องยอมรับก่อนเลยว่าเหตุผลหลักๆที่ผมอยากทำความรู้จักกับคุณก็เพราะเรื่อง

เงิน!!! นั่นแหล่ะ

ในตอนนี้ผมก็เพิ่งเริ่มทำความรู้จักกับคุณได้เดือนกว่าๆเอง มีผู้คนมากมายที่เข้ามาทำความรู้จักกับคุณก่อนหน้านี้จนเค้ารู้จักคุณ

อย่างดีและได้ผลประโยชน์จากคุณไปนักต่อนักแล้ว ทำให้ผมตระหนักว่าผมมีงานต้องทำอีกเยอะเลย เพื่อที่จะรู้จักคุณมากกว่านี้

จากนั้นมาผมก็เริ่มศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งการอ่านหนังสือ อ่านบทความ ดูวิดีโอต่างๆ มากมาย แล้วลองเทรดด้วยตัวเอง

จากนั้นก็ทำการบันทึกเหตุผลในการเปิดออเดอร์นั้นๆเพื่อที่ตัวผมเองติดตามประเมินผล ผมนั่งดูกราฟทุกวัน วันละหลายชั่วโมง

ผมไม่รู้ว่าทำไมผมละสายตาออกจากคุณไม่ได้เลย จนรู้ตัวอีกทีผมก็คิดถึงคุณอยู่ตลอดเวลา มีเรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมต้องเรียน

รู้ไปในระหว่างการเดินทางของเรา ก่อนหน้านี้ผมเดินอยู่บนเส้นทางการลงทุนมาสักระยะนึงแล้ว ด้วยเป้าหมายคือการมีอิสรภาพ

ทางการเงิน ผมเริ่มศึกษาในการลงทุนหุ้นคุณค่า แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่ได้เริ่มลงทุนสักที (แต่เร็วๆนี้ผมจะเริ่มลงทุนแล้วครับ)

ระหว่างนั้นผมก็ศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคไปด้วย (ในความคิดตอนนั้นคือหวังรวยเร็ว) แต่ก็เหมือนเดิมผมก็ยังไม่เริ่มลงทุนทั้ง

สองแนวทาง แต่ในวันที่ผมกลับมารู้จักกับตลาด Forex อีกครั้ง ผมก็รู้สึกว่า ใช่เลย มันตรงกับวิถีชีวิตของเรา ผมไม่สามารถเทรด

หุ้นได้ตลอดเวลาจึงเลือกที่จะเทรดช่วงหัวค่ำไปจนดึก ซึ่งผมไม่สามารถทำได้จากการเทรดหุ้นไทย นอกจากนี้การติดตามปัจจัย

พื้นฐานสำหรับตลาด Forex แล้วมันทำให้เรารับรู้ถึงความเป็นไปในโลกนี้ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ในยุคนี้ที่ประเทศทุกประเทศต่าง

ส่งผลถึงกันและกัน ที่กล่าวมานั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชอบคุณ คุณ Forex

แนวทางการสร้าง passive income ของผม


ในช่วงแรกๆที่ผมได้รู้จักกับคำว่า passive income และคำว่า financial freedom ตอนนั้นนับว่ามีหนังสือแนวนี้ออกมามากมาย แต่

แบ่งออกเป็นหลักๆก็ 2 แนวทางครับ คือ

1. การหาเงินออนไลน์ผ่านอินเตอร์เนต เช่น adsense amazon ebay

2. การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือ การลงทุนเน้นคุณค่าและการเทรดแบบเก็งกำไร

ต้องยอมรับก่อนเลยว่าตัวผมตอนนั้น ไม่รู้จะเริ่มทางไหนดีก็เลยศึกษามันหมดทั้งสองแนวทางเลย กล่าวคือ ผมซื้อหนังสือที่เกี่ยว

กับการหาเงินออนไลน์ การสร้างบล็อก การทำ seo การลงทุนในหุ้น การออมเงิน การบริหารเงิน ซื้อหามาอ่านอย่างมากมาย

(เดี๋ยวว่างๆจะมาอัพเดทรายชื่อหนังสือครับ)

อ่านแล้วก็เริ่มลงมือทำโดยเริ่มแนวทางการหาเงินออนไลน์ก่อน ผมเริ่มสร้างบล็อก เขียนบทความ พอทำไปสักพักเจอปัญหาก็หยุด

แล้วก็หันมาศึกษาการลงทุนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็มารู้ตัวว่า อ่าวไม่มีเงินเหลือเลย (ช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่ยังไม่ได้เก็บเงิน

จริงจังมากนัก) ก็เลยกลับมาสร้างบล็อกต่อ ผมสับสนในตัวเอง ทำสลับไปสลับมา อ่านวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 ปี

จนในวันนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะใช้เครื่องมืออะไรในการก้าวไปสู่เป้าหมายแรกของผม แผนผมมีดังนี้ครับ

ผมมีเงินออมอยู่ 2 บัญชี บัญชีแรกใช้สำหรับเป็นเงินออมระยะยาว ตั้งใจจะไม่ถอนเลย

อีกบัญชีหนึ่ง ออมไว้ที่ ME อันนี้ได้ดอกสูงหน่อย ผมใช้เป็นเงินออมระยะกลาง

นอกจากนี้ผมยังถือเงินสดอยู่จำนวนหนึ่งโดยตั้งใจจะให้เป้นเงินสำรอง ตั้งเป้าไว้ที่ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน

ในเรื่องของการลงทุน ผมซื้อกองทุนรวมทศพล BTP (ลงทุนในหุ้นไทย) ทุกๆเดือน โดยใช้หลักการ VA ผมซื้อกองทุนนี้ที่ไม่มี

เงินปันผล เพราะตั้งใจจะสร้างการเติบโตในระยะยาวของเงินทุน

ผมซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ภาครัฐ BTRS โดยใช้หลักการ DCA ทุกๆเดือน ไว้สำหรับกระจายความเสี่ยง กระจายเงินลงทุนใน

ตราสารต่างๆกัน

และในปีนี้ผมมีแผนที่จะเริ่มลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองโดยเน้นไปที่การสร้างพอร์ตจนสามารถปันผลให้เราได้มากกว่าค่าใช้จ่าย และ

นั่นคืออิสรภาพทางการเงิน

นอกจากนี้ ผมยังสนใจในการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยเริ่มศึกษามาได้เพียงเดือนกว่าๆและได้เริ่มลองเทรดในตลาด Forex เหตุที่

ผมเลือก Forex เพราะผมสามารถบริหารจัดการเวลาของผมได้สะดวกกว่าการเทรดหุ้นไทยครับ และนี่คือ แนวทางของผมครับ

ติดตามบทความที่อัพเดทเป้าหมายในชีวิตได้ ที่นี่

ออมเงินไปทำไม (เออนั่นสิ) 2


ต่อจากบทความที่แล้วนะครับ หลังจากที่ผมออกจากงานธนาคาร ผมก็เริ่มงานใหม่ในทันที อย่างไรก็ตามผมก็รู้จักกับเครื่องมือ

ทางการเงินต่างๆมากขึ้น เช่น ตราสารหนี้ หุ้นกู้ อัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ แต่สำหรับผมการลงทุนยังอยู่ห่างไกลกันนัก หลังจากที่ผม

เริ่มงานใหม่ได้ประมาณปีกว่า ผมก็ได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่งและเราก็คบกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมละเลยการออมไปเลย เพราะผม

ทุ่มเทให้เธอทั้งตัวและหัวใจ แต่สุดท้ายความไม่แน่นอนก็เกิดขึ้นได้เสมอ หนึ่งปีผ่านไปเราต่างเดินกันไปคนละทาง เหลือแค่เพียง

ตัวผมคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางความสับสน

ผมจึงลุกขึ้นมาสร้างเป้าหมายให้ตัวเอง นั่นคือการมีอิสรภาพทางการเงิน ผมจะทุ่มเทให้ตัวเอง ผมจะรักตัวเองให้มากๆ ผมอยากมี

ชีวิตที่อิสระ ไม่อยากทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนไปตลอดชีวิต นับตั้งแต่วันนั้นมาผมกับการลงทุนเราก็เริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้น

เรื่อยๆ จนในตอนนี้ผมสามารถตอบตัวเองได้แล้วว่า ผมออมไปทำไม เงินออมของผมตอนนี้เปรียบเสมือนกำลังสำรองไว้ในวันที่

ชีวิตผมฉุกเฉิน ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานสักระยะนึงเลยทีเดียว ทุกวันนี้ผมยังทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน และ

แบ่งออม 10 % อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แล้วเงินที่เหลือของผมก็นำไปลงทุนแทบทั้งหมด (อย่างที่เคยบอกครับต้นทุนในชีวิตผม

มีน้อยมาก) โดยมีเป้าหมายแรกคือ passive income เดือนละ 10 000 บาท ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ตัวผมยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมาย

แรกพอสมควรแต่ผมก็เชื่อว่าในทุกๆวันที่ผมดำเนินชีวิต ผมได้ขยับเข้าใกล้เป้าหมายไปทุกขณะ

ผมตั้งเป้าไว้ว่าอีก 5 ปี ชีวิตผมจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น โดยหลักๆก็คือ มีเงินออมเพิ่มมากขึ้น มีความรู้ในการเทรดมากขึ้น

มีความรู้ในการลงทุนในหุ้นมากขึ้น และมีความสามารถในการวาดรูป ผมเรียกมันว่า ITD (Invest Trade Draw for living)

และนี่คือเครื่องมือนำทางในชีวิตของผม แล้วของคุณล่ะ !!!

ออมเงินไปทำไม (เออนั่นสิ)


          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่านิสัยการออมของผมเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยประถมที่ผมเริ่มมีบัญชีออมทรัพย์เล่มแรก

(ขอบคุณธนาคารเอเชียที่มาเปิดบัญชีให้ครับ ตอนนี้กลายเป็นยูโอบีไปแล้ว) แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าอะไรกับ

บัญชีนี้มากนักมีก็ใส่ ไม่มีก็ใส่ เอ้ย ไม่ใส่ จนมาวันนึงที่ผมได้พบกับหนังสือ "เขาเก็บเงินอย่างไรได้เป็นล้าน" ความกระตือรือร้นใน

การออมของผมก็กลับมา ผมจึงตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้นแล้วเริ่มลงมืออ่านรวดเดียวจบ แล้วความหวังของผมก็เหมือนจบลง

ทันทีที่ผมอ่านจบเพราะเนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น โดยยกตัวอย่างการออมที่ได้รับดอกเบี้ย

10% ต่อปี เราก็สามารถมีเงินล้านได้ แต่ในความจริงในตอนนั้นดอกเบี้ยออมทรัพย์มันต่ำเตี้ยมากครับ เงินฝากดอกสูงขณะนั้นมัน

คงไม่มีอีกแล้วล่ะ

          โดยบททิ้งท้ายของเล่มได้ทิ้งท้ายถึงการสร้างเงินล้านที่ไม่ใช่มาจากการออมนั่นก็คือ การลงทุน และนั่นเป็นครั้งแรกๆที่ผม

ได้ยินคำนี้ อย่างไรก็ตาม คำว่าการลงทุนกับตัวผมก็อยู่ห่างไกลกันนัก ผมจึงกลับมาออมเงินตามมีตามเกิดของผมต่อไป โดยไม่

เคยถอนออกมาสักครั้งเดียว จนผมจบปริญญาตรีผมก็มีเงินออมอยู่ 50 000 บาทช่วงนั้นผมได้รู้จักกับเครื่องมือทางการเงินอีกชนิด

ก็คือสลากออมสิน ผมถอนเงินทั้งหมดที่มีอยู่เอาไปซื้อสลากออมสิน (ระยะเวลาผมไม่แน่ใจว่า 3 หรือ 5 ปีครับ)

โดยมีมูลค่าหน่วยละ 50 บาท และเมื่ออยู่ครบกำหนดจะขายคืนได้ที่ หน่วยละ 52 บาท ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผลตอบแทนโคตรน้อย

สภาพคล่องก็ไม่ค่อยมี ขายคืนก่อนบางทีเข้าเนื้อไปเลย ผมจึงคิดว่าสลากออมสินไม่ใช่ทางของผม

          จากนั้นพอเรียนจบ ผมก็เริ่มทำงานที่แรกที่ธนาคาร ถึงแม้เงินเดือนที่ได้รับจะไม่สูงมาก (12 600 บาท) แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่

แทบจะไม่มี ทำให้ผมเก็บเงินได้พอสมควร (ผมอยู่บ้านกับพ่อแม่ ตอนเช้าก็กินข้าวที่บ้าน ตอนกลางวันก็ห่อข้าวไปกิน เรียกได้ว่า

ค่าใช้จ่ายของผมมีแค่ค่ารถอย่างเดียว) แต่สำหรับตัวผมต้องยอมรับว่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับงานที่ธนาคารได้ ทำให้ทุกเช้าที่

ผมไปทำงานมีความเครียดติดตัวไปด้วยเสมอ แล้วพอเงินเดือนออกผมก็ไม่กล้าเอาไปใช้ เพราะเราก็หามาอย่างลำบากก็ไม่อยาก

ให้มันหมดไป ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเก็บอย่างเดียว จนเราก็ถามกับตัวเองว่า เราจะเก็บเงินไปถึงเมื่อไหร่ นั่นสิ ไม่มีคำตอบเหมือนกัน

ทำงานมาเครียดๆเงินที่ได้มาก็เอาไปเก็บหมด (ผมเคยได้ยินคนบางคนพูดว่าจะคิดมากไปทำไมมีก็ใช้ๆไปเดี๋ยวก็ตายๆแล้ว ผมคิดว่าการ

ทำแบบนั้นไม่เหมาะกับผมแน่ๆ ผมคิดว่าเค้าคิดอย่างนั้นเค้ายังไม่ทันจะตายเดี๋ยวก็หมด ลำบากแน่ๆ แต่สำหรับผม ผมต้องเตรียมการ

และที่แน่ๆผมไม่เป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิตแน่ๆ เพราะผมคงไม่ถนัดกับงานนี้ ผมอยากมีอิสระในชีวิต)

          ช่วงนั้นผมก็บ้าออกกำลังกายพอดี อยากหุ่นดี ผมก็เลยคิดว่าซื้ออะไรให้ตัวเองหน่อยละกัน เป็นของขวัญตอบแทนความ

อดทนของเรา ผมซื้อชุดโฮมยิม ราคาราวๆ 15 000 แต่พอผมได้มันมา มันก็ยังไม่ตอบโจทย์ในชีวิตของผม ช่วงนั้นผมเครียดขึ้น

เรื่อยๆจากแรงกดดันยอดขายในที่ทำงาน จนสุดท้ายก็ลาออกจากงานธนาคารหลังจากทำมาได้ 9 เดือน แล้วผมก็เริ่มงานใหม่ต่อ

ทันทีโดยไม่ได้พักหายใจ (ซึ่งเป็นที่ทำงานของผมในปัจจุบัน)
 

ก้าวแรก !

การเดินทางหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ

          ผมตั้งใจทำบล็อกนี้ขึ้นมา เปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินของผม คอยตรวจเช็คว่าเราอยู่ตรง

ไหนแล้ว มาถูกทางหรือไม่ หลงทางไปตอนไหนหรือเปล่า เพื่อให้ผมมุ่งสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าวันนี้ผมยังเป็นมนุษย์เงิน

เดือนอยู่แต่ผมก็มั่นใจว่าผมสามารถมีอิสรภาพทางการเงินตามแบบฉบับของผมได้ (ตอนที่เขียนร่างของบทความนี้อยู่ๆความรู้สึก

ที่ราวกับว่าตอนนี้ผมบรรลุเป้าหมายได้แล้วมันก็พรั่งพรูออกมาจนล้นหัวใจ) ผมมีความคิดเกี่ยวกับการมีอิสรภาพทางการเงินมาสัก

ระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนมาในวันนี้ที่บล็อกนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมา การเดินทางสู่อิสรภาพของผมก็ได้เริ่มต้น 

มาร่วมเดินทางสู่อิสรภาพกับผมด้วยกันสิครับ