การเดินทางหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ ผมตั้งใจทำบล็อกนี้ขึ้นมา เปรียบเสมือนแผนที่ในการเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินของผม คอยตรวจเช็คว่าเราอยู่ตรงไหนแล้ว มาถูกทางหรือไม่ หลงทางไปตอนไหนหรือเปล่า เพื่อให้ผมมุ่งสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ถึงแม้ว่าวันนี้ผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ แต่ผมก็มั่นใจว่าผมสามารถมีอิสรภาพทางการเงินตามแบบฉบับของผมได้ ในวันที่บล็อกนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมา การเดินทางสู่อิสรภาพของผมก็ได้เริ่มต้นขึ้น มาร่วมเดินทางสู่อิสรภาพด้วยกันสิครับ ติดต่อผมได้ที่ tp_google@hotmail.com
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557
ออมเงินไปทำไม (เออนั่นสิ)
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่านิสัยการออมของผมเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยประถมที่ผมเริ่มมีบัญชีออมทรัพย์เล่มแรก
(ขอบคุณธนาคารเอเชียที่มาเปิดบัญชีให้ครับ ตอนนี้กลายเป็นยูโอบีไปแล้ว) แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าอะไรกับ
บัญชีนี้มากนักมีก็ใส่ ไม่มีก็ใส่ เอ้ย ไม่ใส่ จนมาวันนึงที่ผมได้พบกับหนังสือ "เขาเก็บเงินอย่างไรได้เป็นล้าน" ความกระตือรือร้นใน
การออมของผมก็กลับมา ผมจึงตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนั้นแล้วเริ่มลงมืออ่านรวดเดียวจบ แล้วความหวังของผมก็เหมือนจบลง
ทันทีที่ผมอ่านจบเพราะเนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น โดยยกตัวอย่างการออมที่ได้รับดอกเบี้ย
10% ต่อปี เราก็สามารถมีเงินล้านได้ แต่ในความจริงในตอนนั้นดอกเบี้ยออมทรัพย์มันต่ำเตี้ยมากครับ เงินฝากดอกสูงขณะนั้นมัน
คงไม่มีอีกแล้วล่ะ
โดยบททิ้งท้ายของเล่มได้ทิ้งท้ายถึงการสร้างเงินล้านที่ไม่ใช่มาจากการออมนั่นก็คือ การลงทุน และนั่นเป็นครั้งแรกๆที่ผม
ได้ยินคำนี้ อย่างไรก็ตาม คำว่าการลงทุนกับตัวผมก็อยู่ห่างไกลกันนัก ผมจึงกลับมาออมเงินตามมีตามเกิดของผมต่อไป โดยไม่
เคยถอนออกมาสักครั้งเดียว จนผมจบปริญญาตรีผมก็มีเงินออมอยู่ 50 000 บาทช่วงนั้นผมได้รู้จักกับเครื่องมือทางการเงินอีกชนิด
ก็คือสลากออมสิน ผมถอนเงินทั้งหมดที่มีอยู่เอาไปซื้อสลากออมสิน (ระยะเวลาผมไม่แน่ใจว่า 3 หรือ 5 ปีครับ)
โดยมีมูลค่าหน่วยละ 50 บาท และเมื่ออยู่ครบกำหนดจะขายคืนได้ที่ หน่วยละ 52 บาท ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผลตอบแทนโคตรน้อย
สภาพคล่องก็ไม่ค่อยมี ขายคืนก่อนบางทีเข้าเนื้อไปเลย ผมจึงคิดว่าสลากออมสินไม่ใช่ทางของผม
จากนั้นพอเรียนจบ ผมก็เริ่มทำงานที่แรกที่ธนาคาร ถึงแม้เงินเดือนที่ได้รับจะไม่สูงมาก (12 600 บาท) แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่
แทบจะไม่มี ทำให้ผมเก็บเงินได้พอสมควร (ผมอยู่บ้านกับพ่อแม่ ตอนเช้าก็กินข้าวที่บ้าน ตอนกลางวันก็ห่อข้าวไปกิน เรียกได้ว่า
ค่าใช้จ่ายของผมมีแค่ค่ารถอย่างเดียว) แต่สำหรับตัวผมต้องยอมรับว่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับงานที่ธนาคารได้ ทำให้ทุกเช้าที่
ผมไปทำงานมีความเครียดติดตัวไปด้วยเสมอ แล้วพอเงินเดือนออกผมก็ไม่กล้าเอาไปใช้ เพราะเราก็หามาอย่างลำบากก็ไม่อยาก
ให้มันหมดไป ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเก็บอย่างเดียว จนเราก็ถามกับตัวเองว่า เราจะเก็บเงินไปถึงเมื่อไหร่ นั่นสิ ไม่มีคำตอบเหมือนกัน
ทำงานมาเครียดๆเงินที่ได้มาก็เอาไปเก็บหมด (ผมเคยได้ยินคนบางคนพูดว่าจะคิดมากไปทำไมมีก็ใช้ๆไปเดี๋ยวก็ตายๆแล้ว ผมคิดว่าการ
ทำแบบนั้นไม่เหมาะกับผมแน่ๆ ผมคิดว่าเค้าคิดอย่างนั้นเค้ายังไม่ทันจะตายเดี๋ยวก็หมด ลำบากแน่ๆ แต่สำหรับผม ผมต้องเตรียมการ
และที่แน่ๆผมไม่เป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิตแน่ๆ เพราะผมคงไม่ถนัดกับงานนี้ ผมอยากมีอิสระในชีวิต)
ช่วงนั้นผมก็บ้าออกกำลังกายพอดี อยากหุ่นดี ผมก็เลยคิดว่าซื้ออะไรให้ตัวเองหน่อยละกัน เป็นของขวัญตอบแทนความ
อดทนของเรา ผมซื้อชุดโฮมยิม ราคาราวๆ 15 000 แต่พอผมได้มันมา มันก็ยังไม่ตอบโจทย์ในชีวิตของผม ช่วงนั้นผมเครียดขึ้น
เรื่อยๆจากแรงกดดันยอดขายในที่ทำงาน จนสุดท้ายก็ลาออกจากงานธนาคารหลังจากทำมาได้ 9 เดือน แล้วผมก็เริ่มงานใหม่ต่อ
ทันทีโดยไม่ได้พักหายใจ (ซึ่งเป็นที่ทำงานของผมในปัจจุบัน)
ป้ายกำกับ:
การใช้ชีวิต
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น