บทความนี้แนะนำการลงทุนอย่างง่าย 3 แบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอะไรมากนัก เพียงแต่มีวินัยในการลงทุนก็สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจแล้ว
แบบที่ 1 Dollar Cost Average (DCA)
วิธีแรกคือ Dollar Cost Average ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นงวดๆ โดยผู้ลงทุนจะต้องแบ่งเงินลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆกัน และนำไปลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นงวดๆ เช่นทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือนขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ลงทุน โดยจะไม่สนใจว่าราคาหุ้น ณ ขณะนั้นเป็นเท่าไร
การลงทุนแบบนี้ช่วยจำกัดการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยที่มักเป็นไปตามอารมณ์ (ความโลภและความกลัว) เช่น อยากซื้อหุ้นตามกระแสในเวลาที่หุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง และทำในสิ่งตรงกันข้ามคือขายทิ้งและหนีออกจากตลาดในช่วงที่ทุกคนตื่นกลัวเมื่อดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์จากการซื้อขายตามอารมณ์คือการ "ซื้อแพงขายถูก" แต่วิธีนี้จะเสมือนเป็นการสร้างวินัยให้เข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีผลพลอยได้คือการลดความเสี่ยงที่มีอยู่กับหุ้นไปในตัว ในยามที่ตลาดดีราคาหุ้นแพง ผู้ลงทุนจะซื้อหุ้นได้น้อย แต่ในยามที่ตลาดไม่ดี ราคาหุ้นถูก ผู้ลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้ในปริมาณที่มากขึ้นด้วยเงินจำนวนเดียวกัน เป็นการ ถัวเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน ให้ลดลง โดยจำนวนหน่วยลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นทุกงวด
แบบที่ 2 Value Average (VA)
วิธีที่สองคือ Value Average เป็นกลยุทธ์ที่คิดค้นโดย ดร. ไมเคิล เอเดลสัน (Michael E. Edleson) จากบริษัทมอร์แกนสแตนเลย์ แนวคิดนี้ต่อยอดมาจากวิธีการลงทุนแบบ DCA ซึ่งเน้นการซื้อขายหน่วยลงทุนหรือหุ้น ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ แต่ต่างกันตรงที่ VA จะควบคุมให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ DCA เน้น "ต้นทาง" คือเงินลงทุนที่ผู้ลงทุนต้องใส่ไป ส่วน VA เน้น "ปลายทาง" คือมูลค่าพอร์ตการลงทุน
วิธี VA นี้ก็ไม่ยากอะไรเลย ก่อนอื่นนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายว่า มูลค่าพอร์ตจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าๆกันในแต่ละงวดการลงทุนเป็นเท่าใด เช่น งวดแรกตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 บาท งวดถัดไปตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มเป็น 20,000 บาท งวดต่อไปเป็น 30,000 บาท กล่าวคือทวีคูณของ 10,000 ไปเรื่อยๆ และด้วยเหตุที่ว่าราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลงตลอดเวลา ดังนั้น ภายใต้วิธีนี้ เงินที่เราเพิ่มเข้าไปในพอร์ตจะแตกต่างกันไปในแต่ละงวด
สมมติว่าในงวดแรก ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาท เราใช้เงินลงทุน 10 000 บาท ก็จะได้มา
1 000 หน่วย จากนั้นพอมาถึงในงวดที่สอง ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนลดลงเป็น 8 บาท มูลค่าของพอร์ตจะลดลงมาเหลือ 8 000 บาท (ราคา 8*จำนวนหน่วย 1 000 = มูลค่าพอร์ต 8 000) ดังนั้นเราต้องลงทุนในงวดที่สองอีก 12 000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตเพิ่มเป็น 20 000 ตามที่ตั้งเป้าไว้ ผลก็คือ เราจะได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนเพิ่มมา 1 500 หน่วย ที่ต้นทุน 8 บาท
พอถึงงวดที่สาม มูลค่าพอร์ตที่ตั้งเป้าไว้ต้องเป็น 30 000 บาท ปรากฎว่าราคาพุ่งขึ้นไปถึง 12.50 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 31 250 บาท (ราคา 12.50* จำนวนหน่วย 2 500 = 31 250) งวดนี้นอกจากไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว เรายังต้องขายออก 1 250 บาทเพื่อให้ได้มูลค่าของพอร์ตเป็นไปตามที่ตั้งไว้ด้วย
ถ้ามองตามทฤษฎี เป็นการใช้เงินมากขึ้นเพื่อที่ไปลงทุนในภาวะที่ตลาดเอื้ออำนวยคือสินทรัพย์ราคาถูกลง และในกรณีที่ตลาดปรับตัวขึ้น สินทรัพย์แพงขึ้นก็ไม่ต้องไปลงทุนตามกระแสมากแค่นั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ VA จะมีทั้งการซื้อเพิ่มและขายออกในบางงวด จำนวนหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ได้มาในแต่ละงวดจึงเพิ่มและลดตามภาวะตลาด จากตัวอย่างที่แสดงไว้ข้างต้นนั้น ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า เวลาตลาดขึ้น วิธี VA จะบังคับให้เรารับรู้กำไรอัตโนมัติ ขณะที่ระยะยาวแล้วมูลค่าพอร์ตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แต่แรกด้วย
แบบที่ 3 Portfolio Rebalance
วิธีนี้เป็นหลักการปรับพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเงินก้อนอยู่แล้วและต้องการจัดการการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว วิธีนี้ต่างจากสองแบบแรก คือไม่ได้เป็นการใส่เงินเพิ่มทุกงวดหรือตั้งเป้าให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตโตขึ้นตามระยะเวลา แต่จะกำหนดมูลค่าพอร์ตที่เราต้องการ "คงไว้" ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และทำการซื้อเข้าขายออกเมื่อมูลค่าตลาดของพอร์ตการลงทุนลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากจุดที่เราต้องการ เรียกว่าเป็นการ "ปรับสมดุล" ทั้งนี้ในทางปฏิบัติจะกำหนดขอบเขตไว้ว่ามูลค่าการลงทุนจะเบี่ยงเบนไปจากที่เรากำหนดได้เท่าใด เช่น 5% 10% หรือ 20% ของมูลค่าที่เราเริ่มลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการปรับสมดุลทุกครั้งที่มูลค่าพอร์ตเปลี่ยนแปลง
สมมติว่าเรามีเงินลงทุนในหุ้นจำนวน 10 000 บาท และกำหนดเป้าหมายว่าจะปรับพอร์ตเมื่อมูลค่าตลาดเปลี่ยนแปลงไป 20% ซึ่งหมายความว่า
1. ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12 000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2 000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10 000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้
2. ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตลดลง 20% เป็น 8 000 บาท ให้นำเงินสด 2 000 บาทมาซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น
10 000 บาท
ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อไหร่ที่มีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีแหล่งเงินเก็บอื่นที่พร้อมจะนำมาลงทุนเพิ่มแล้ว ก็ให้กำหนดเงินลงทุนตั้งต้นใหม่หรือปรับเป้าหมายเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวหรือลงทุนในกองทุนรวมก็ได้
วิธีการนี้เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น เราก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง โดยรวมแล้วทำให้เราได้ซื้อเมื่อหุ้นตกและขายเมื่อหุ้นขึ้น หรือที่เรียกว่า "ซื้อถูกขายแพง" นั่นเอง การใช้กลยุทธ์นี้มีเงื่อนไขคือ เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 40-60% ของมูลค่าเงินลงทุน
มาถึงจุดนี้เราจะมาทดสอบว่าวิธีการไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการนำข้อมูลดัชนี set 50 ในช่วงปี 2548-2553 โดยเทียบกันระหว่างการลงทุนต่างๆดังนี้
1. Lump Sum Investment (LS) ลงทุนต้นปี ปีละ 120 000 บาท
2. Dollar Cost Average (DCA) ลงทุนทุกเดือนๆละ 10 000 บาท
3. Value Average (VA) คุมให้มูลค่าพอร์ตแต่ละเดือนโตเท่าๆกันเดือนละ 10 000 บาท
4. Rebalance ลงทุนต้นปี ปีละ 120 000 บาทและปรับพอร์ตระหว่างปี สมมติใช้เกณฑ์ +/- 20%
ผลการทดลองเป็นดังนี้
ช่วงตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน เช่นปี 2550, 2552, 2553 วิธี Lump Sum จะให้ผลตอบแทนมากกว่าวิธีอื่น ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นเพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีและไม่ได้ปรับพอร์ตอะไร ต่างจาก DCA และ VA ที่ทยอยเข้าไม่ได้ลงทุนเป็นก้อนมาตั้งแต่เริ่ม และต่างจาก Rebalance ที่มีการขายทำกำไรบางครั้ง
ในปีที่ตลาดหุ้นตก วิธี DCA และ VA จะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า เพราะเป็นการทยอยลงทุน ขณะที่วิธี Rebalance ให้ผลขาดทุนใกล้เคียงกับ Lump Sum เพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Rebalance จะปรับซื้อเข้าขายออกเป็นบางช่วง ช่วยลดผลกระทบลงบ้าง
อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนแบบ VA จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า DCA กล่าวคือในปีที่หุ้นขึ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าและในปีที่หุ้นตกจะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า
โดยสรุป สำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินด้วยการลงทุนในหุ้นแล้ว วิธีแบบ DCA และ VA จะเป็นวิธีที่ไม่หวือหวามากนัก ช่วยให้เงินลงทุนปลอดภัยในระยะยาว ลองเลือกดูนะครับว่าวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเรา
ที่มา: อินเตอร์เนต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น